|
จุดประสงค์ของบทความวิชาการที่ดีก็คือ ถ่ายทอดข้อมูลมาสู่ผู้อ่านให้ได้รวดเร็วและเข้าใจได้ง่าย มีผู้เขียนหลายๆท่านไม่ประสบความสำเร็จอันนี้ ก็เพราะพยายามทำให้บทความดูเป็นจริงเป็นจังมากเกินไป เขียนเป็นทางการมากไปหน่อย ดังนั้น จึงไม่สามารถถ่ายทอดให้เข้าใจได้ง่ายเท่าที่ควร ลองปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ แล้วท่านจะทราบว่าการเขียนบทความไม่ได้ยากอย่างที่คิด
10 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในการเขียนบทความที่ดี อย่าเป็นกังวล คนทุกคนเขียนบทความกันได้ทั้งนั้นหากจะไม่ไปกังวลกับมันมากเกินไปนัก เท่าที่เห็นมามักกังวลว่าจะเขียนได้ไม่ดี กังวลว่าเขียนไปแล้วคนที่เรียนสูงๆจะมาคอยจับผิด หรือบางทีก็กังวลว่าจะเขียนได้ไม่ภูมิฐาน จงทำใจให้ได้ว่าเราเขียนเฉพาะในเรื่องที่เรามั่นใจว่าเรารู้แล้ว เขียนในเรื่องที่เราเคยประสบมาเขียนในเรื่องที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้ทำประโยชน์ โดยเสนอข้อมูลที่เราคิดว่าถูกต้องที่สุดออกมา จงเขียนในทำนองเดียวกับที่ท่านพยายามจะอธิบายด้วยคำพูดให้ใครสักคนหนึ่งที่ไม่รู้เรื่องนี้ดีฟัง ? เลือกหัวข้อที่จะเขียน บทความที่ดีก็คือ บทความที่สามารถอธิบายบางสิ่งบางอย่างที่ให้ประโยชน์ในแง่ใดแง่หนึ่งแก่ผู้อ่าน เช่น ให้ความรู้รอบตัว ให้ความรู้ที่นำไปใช้งานได้ ให้แนวความคิดที่น่าสนใจ เป็นต้น แต่ไม่ควรเป็นบทความที่เพียงตั้งใจแสดงว่าท่านมีความรู้สูงกว่าผู้อ่าน ดังนั้น ควรเลือกหัวข้อที่คิดว่าผู้อ่านจะสนใจและได้รับประโยชน์ ? วางแผนก่อน จุดนี้สำคัญมากสำหรับนักเขียนมือใหม่ การเขียนบทความนั้นไม่ยากนัก แต่มักจะมายากเอาตรงที่ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนอย่างไร เพราะใจมัวแต่กังวลอยากจะเขียนทีเดียวให้ใช้ได้เลยกว่าจะเขียนบรรทัดแรกหรือย่อหน้าแรกได้แต่ละที คิดแล้วคิดอีก อะไรๆ ก็มักจะไปเรียบเรียงอยู่ในสมองก่อน การเริ่มต้นจึงดูยากเย็นแสนเข็ญ พลอยทำให้ไม่ได้เริ่มต้นสักที มีหลักการเริ่มต้นง่ายๆ อยู่เพียงว่า ควรวางเค้าโครงหัวข้อย่อยต่างๆ ที่ต้องการจะเขียนลงในเศษกระดาษก่อน (ถ้าหัวข้อละแผ่นก็จะสะดวกขึ้น) ในแต่ละหัวข้อย่อยอาจจะมีใจความสำคัญที่ต้องการใส่ลงไป อาจเขียนออกมาเป็นท่อนๆ ก็ได้ คือ นึกจุดสำคัญหรือประโยคสำคัญอะไรได้ก็จับใส่ลงไปก่อน จากนั้นจึงค่อยมาจัดเรียงลำดับหัวข้อย่อยเหล่านั้น (ลำดับแผ่นกระดาษ) และประโยคสำคัญเหล่านั้นตามลำดับความต่อเนื่องที่ควรจะเป็น เช่น หัวข้อไหนควรอยู่ก่อนจึงจะอ่านเข้าใจง่าย ข้อสำคัญคือ ไม่ควรเอาส่วนปลีกย่อยขึ้นก่อน เพราะผู้อ่านจะเบื่อเร็ว ควรจะเอาหัวข้อที่กล่าวรวมๆ ขึ้นมาก่อน แล้วเก็บหัวข้อที่เน้นรายละเอียดเอาไว้ทีหลัง อย่าลืมว่าเนื้อเรื่องต้องเรียงลำดับต่อเนื่องกัน เพื่อให้ผู้อ่านลำดับความคิดและติดตามเรื่องได้ง่ายขึ้น มาถึงขั้นนี้ก็เหลือเพียงแต่ใส่รายละเอียดลงไปในแต่ละหัวข้อ และเพิ่มคำนำในตอนต้นเรื่องสักหน่อยก็เรียบร้อยแล้ว ? ไม่ต้องเขียนรวดเดียวจบ ถ้าไม่ใช่นักเขียนอาชีพจริงๆ แล้ว ยากที่จะเขียนให้จบรวดเดียวได้ ควรเขียนเพียงครั้งละ 1 หรือ 2 หัวข้อที่สำคัญก็พอ อาจเขียนแต่ละหัวข้อแยกกระดาษกันคนละแผ่นเลยก็ได้ แล้วขยายแนวความคิดของแต่ละหัวข้อย่อยลงไปบนกระดาษ ไม่จำเป็นต้องเขียนเรียงตามลำดับหัวข้อ หัวข้อไหนที่ยากหรือยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอย่างไรก็เก็บไว้ก่อน เขียนหัวข้อที่คิดว่าจะเขียนได้เร็วก่อน เขียนไปเขียนมาแล้วมักจะนึกออกเองว่าจะเขียนหัวข้อที่เหลือนั้นอย่างไร ? เชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หลังจากเขียนเนื้อความของหัวข้อสำคัญๆไปแล้ว ให้จัดเรียงกระดาษตามลำดับหัวข้อที่ได้วางแผนมาก่อน ลองอ่านทานดูว่ายังขาดข้อความอะไรมาเชื่อมโยงแต่ละหัวข้อเข้าด้วยกันหรือไม่ ถ้ายังขาดอยู่ก็อาจเพิ่มข้อความหรือเพิ่มหัวข้อเข้ามาอีก ให้ข้อความของแต่ละหัวข้อสัมพันธ์กัน ไม่ใช่ไปกันคนละเรื่อง ในการนี้อาจจะต้องเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงประโยคในตอนต้นหรือตอนท้ายของแต่ละหัวข้อไปบ้าง ? ลงรูปที่จำเป็น บรรดากราฟ ตาราง โมโนแกรม หรือรูปสเก็ตช์ จะช่วยให้การอธิบายต่างๆง่ายขึ้นชัดเจนขึ้น และยังช่วยกระตุ้นความสนใจได้อีกด้วย แต่ละรูปควรมีคำอธิบายอยู่ใต้รูปด้วยว่าเป็นอะไร ใช้ทำอะไรหรือต้องการแสดงให้เห็นอะไร ถ้าเป็นรูปสเก็ตช์ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนรูปให้วิจิตรบรรจงนัก เพราะเป็นหน้าที่แผนกศิลป์ของวารสารฉบับนั้นจะจัดการให้แลดูสวยงามเอง เพียงแต่ขอให้แน่ใจว่าท่านเขียนรูปเหล่านั้นชัดเจนเพียงพอ และไม่สับสน ? ให้รูปและเนื้อหาสอดคล้องกัน ทุกครั้งที่ข้อเขียนอ้างถึงรูปก็ควรอ่านตรวจสอบด้วยว่า ข้อเขียนตรงกับข้อมูลในรูปหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ในบทความบอกว่าจากรูปที่ 1 อ้ตราการขยายตัวของยางสังเคราะห์ที่อุณหภูมิ 50 ? ซ มากกว่า 40 ? ซ อยู่ 1.1 เท่า ให้ตรวจสอบดูว่ากราฟในรูปที่ 1 แสดงอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า ? ตรวจชื่อบทความและข้อความนำเรื่อง ถ้ายังตั้งชื่อบทความและเขียนข้อความในช่วงต้นๆเรื่องยังไม่เรียบร้อยดี ก็ให้ย้อนกลับไปใหม่ ผู้เขียนบางท่านอาจเขียนส่วนนี้ก่อน แต่บางท่านก็สะดวกที่จะเขียนทีหลังสุด เพราะเขียนตอนแรกอาจจะยังนึกข้อความนำเรื่องไม่ได้ ตรวจดูชื่อบทความและข้อความนำเรื่องว่าชี้นำผู้อ่านหรือเปล่าว่า บทความนี้ช่วยเขาได้อย่างไร ให้ประโยชน์อะไรกับเขา ไม่ใช่ว่าต้องให้อ่านจนจบเรื่องก่อนแล้วจึงจะทราบว่าบทความนี้เกี่ยวกับอะไร แล้วถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะมีข้อความตัวโตๆ สัก 1-2 บรรทัดโปรยอยู่ใต้ชื่อเรื่องเพื่ออธิบายคร่าวๆ ว่า บทความนี้เกี่ยวกับอะไร เป็นการจูงใจให้ผู้อ่านสนใจอ่านมากขึ้น ? แก้สำนวน ในขั้นนี้ต้องทำใจเป็นผู้อ่านให้ได้ ลองอ่านทบทวนบทความของท่านให้ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ดูว่าเนื้อหาพุ่งเข้าหาเป้าหมายตรงจุดหรือไม่ มีสำนวนที่อ่านแล้วกำกวมหรือไม่ มีศัพท์บางคำหรืออักษรย่อบางตัวที่ผู้อ่านจะไม่เข้าใจบ้างหรือไม่ ซักตัวเองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแก้ไขได้บทความที่คิดว่าคลุมเครือน้อยที่สุด ถ้าไม่แน่ใจตัวเอง ลองขอให้เพื่อนสักคนหนึ่งซึ่งรู้เรื่องนั้นน้อยกว่ามาลองอ่านดู ดูซิว่าเขาสามารถเข้าใจได้ตลอดทั้งเรื่องหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ลองหาทางแก้ไขให้ดีขึ้น ? เขียนคำสรุป ไม่จำเป็นต้องขึ้นหัวข้อย่อยอีกอันว่า ?สรุป? หรอก เมื่อใดที่เนื้อหาหมดแล้วก็นั่นแหละที่สิ้นสุดบทความแล้ว อันที่จริงข้อความที่คุณคิดจะสรุปนั้นควรจะใส่ในข้อความนำตอนต้นเรื่องไปหมดแล้ว
ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการเขียนบทความที่ดี นอกเหนือจาก 10 ขั้นตอนใหญ่ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกหลายอย่างที่อาจจะช่วยให้บทความของท่านน่าอ่านยิ่งขึ้น และชัดเจนขึ้น ดังนั้น ก่อนจะส่งบทความไปไหนต่อไหน ลองกัดฟันอ่านทวนอีกสักเที่ยวดูซิว่า ยังมีอะไรควรแก้ไขตามคำแนะนำต่อไปนี้อีกบ้างไหม ตั้งชื่อบทความให้น่าอ่าน การเริ่มต้นที่จะสามารถดึงดูดผู้อ่าน ชวนให้ติดตามอ่านได้ง่ายขึ้น การเริ่มต้นที่ดีนั้นควรเริ่มกันตั้งแต่ชื่อบทความกันเลย แล้วตามด้วยข้อความย่อหน้าแรก และหัวข้อย่อยในบทความ ทั้งหมดนี้ควรจะบอกผู้อ่านได้ทันทีว่าบทความนั้นสำคัญอย่างไร น่าสนใจอย่างไร และจะให้ประโยชน์อะไร ลองดูตัวอย่างชื่อบทความเหล่านี้อาจจะช่วยท่านตั้งชื่อบทความได้บ้าง : 18 วิธีในการทำลายแอร์หน้าต่าง, เชื่อมอย่างไรจึงจะไม่บิด, ยาไขความจริง, กระเทียม : พืชมหัศจรรย์, ความลับของมันฝรั่ง, ยุทธการล่าหิ่งห้อย, วาระสุดท้ายของดวงอาทิตย์, อาหารสำหรับอนาคต, ชีวิตหลังความตาย, วิเคราะห์สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า, ควันหลงจากสำรวจดวงจันทร์, สู่วัยอันเป็นอมตะ, ท่องไปกับยานขนส่งอวกาศ, วิธีเล่นให้เป็นแชมป์, ฯลฯ ? ไม่ควรให้ข้อความของแต่ละย่อหน้ายาวเกินไป ถ้ายาวมากไป สายตาผู้อ่านจะล้าเร็ว ยิ่งถ้ายาวมากๆ กว่าผู้อ่านจะกลั้นลมหายใจอ่านจนจบได้ก็แทบหน้ามืดตาลาย โดยทั่วไปอาจถือเป็นเกณฑ์หยาบๆ ได้ว่าแต่ละย่อหน้าไม่ควรยาวเกินกว่า 15 ถึง 20 บรรทัด ถ้าเขียนบทความเสร็จแล้วพบว่ามีท่อนใดที่ยาวเกินไปลองอ่านทานดูซิว่ามีช่วงใดที่พอจะตัดตอนให้ขึ้นย่อหน้าใหม่ได้หรือไม่ ? แบ่งเป็นหัวข้อย่อย ถ้าบทความยาวพอสมควร ควรแบ่งเป็นหัวข้อย่อย เพื่อให้ผู้อ่านได้พักสายตาเป็นระยะๆ นอกจากนั้นแล้ว หัวข้อย่อยยังช่วยให้มีจุดสนใจขึ้นมาเป็นช่วง และช่วยให้ผู้อ่านกวาดสายตาหาท่อนหรือเนื้อหาที่เขาสนใจได้เร็วขึ้น ในกรณีที่ต้องการผ่อนคลายความจริงจังของบทความ หรือความเครียดของผู้อ่านลง ก็อาจจะตั้งชื่อหัวข้อย่อยให้ดูน่าอ่านขึ้น โดยถือเอาข้อความใดข้อความหนึ่งในหัวข้อนั้น หรือหาข้อความที่สามารถแสดงว่าหัวข้อนั้นเกี่ยวกับอะไร แต่อ่านแล้วครึกครื้น มาตั้งเป็นชื่อหัวข้อย่อยก็ได้ ตัวอย่างเช่น ในบทความเรื่องหนึ่งที่อธิบายเกี่ยวกับเทคนิคการกราวด์ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นบทความที่ยาวมาก และขณะอ่านนั้นผู้อ่านต้องใช้ความคิดตามไปตลอดเวลา ผู้เขียนจึงลดความเครียดลง โดยการแบ่งเป็นหัวข้อย่อยแต่ละหัวข้อย่อยยาวโดยเฉลี่ยไม่เกินครึ่งหน้า ? ลองดูชื่อหัวข้อย่อยที่เขาตั้งเรียงตามลำดับต่อไปนี้ซิครับ อาจได้แนวทางไปใช้งานกันบ้าง : กราวด์คืออะไร ?, ไม่จำต้องเป็นศูนย์, มารร้ายในวงการอิเล็กทรอนิกส์, เหตุแห่งสัญญาณรบกวน, ยามเมื่ออยู่ใกล้ชิด, ระวังส่วนที่มีกระแสไหลมาก, ปัญหาจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า, เมื่อกราวด์ไม่ใช่กราวด์, จุดเริ่มต้นของการแก้ไข, ใส่เกราะให้สายสัญญาณ, หม้อแปลงก็มีชีลด์, ฝืมือพี่ไทย, กราวด์เป็นพระเอกในที่นี้, จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ, เราจะไม่ขออยู่ร่วมกัน, หาผู้ต้องสงสัยในระบบ... หรือจะเป็นด้วยกราวด์ลูป, ตำแหน่งการวางก็มีผล, ยังไม่จบเรื่องง่ายๆ เป็นต้น ? ขีดเส้นใต้หรือข้อความที่ต้องการจะเน้น แต่ไม่ควรเน้นมากเกินกว่าที่จำเป็นจริงๆ มิฉะนั้นผู้อ่านจะรำคาญ ? ใช้ศัพท์เทคนิคเท่าที่จำเป็น และพยายามใช้ภาษาอังกฤษให้น้อยที่สุด ไม่ใช่เขียนมาย่อหน้าหนึ่งมีแต่ภาษาอังกฤษลานตา จนผู้อ่านขยาดกันไปหมด ศัพท์เทคนิคคำใดแปลเป็นภาษาไทยได้ก็แปลไปเลย เช่น Air Conditioner ก็แปลว่า เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น แต่ถ้าแปลแล้วไม่แน่ใจว่าผู้อ่านจะเข้าใจได้ถูกต้องก็ควรวงเล็บภาษาอังกฤษไว้ด้วย เว้นแต่จนแต้มจริงๆไม่รู้ว่าจะแปลเป็นภาษาไทยว่าอะไรดี ก็ให้ทับศัพท์เป็นภาษาไทยแล้ววงเล็บภาษาอังกฤษกำกับไปอีกทีหนึ่ง เช่น Transducer ก็อาจเขียนว่า ทรานสดิวเซอร์ (transducer)เป็นต้น ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้ผู้อ่านที่ไม่สันทัดภาษาอังกฤษสามารถอ่านได้รู้เรื่อง และเลียนคำอ่านภาษาอังกฤษได้ หากมีคำศัพท์ใดซ้ำก็ควรวงเล็บเพียงครั้งเดียวในตอนแรก ? ตีกรอบแยกส่วนเนื้อหา ถ้ามีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับบทความ แต่ไม่สามารถเชื่อมเข้าไปในบทความโดยตรง อาจแยกออกมาจากเนื้อเรื่องปกติได้โดยตีกรอบล้อมรอบเนื้อหาส่วนนั้นเอาไว้ ลองดูวารสารต่างประเทศจะพบทำนองนี้บ่อย ? อย่าให้หวือหวามากเกินไป แม้ว่าการแทรกอารมณ์ขัน การใช้ศัพท์แสลง จะช่วยผ่อนคลายความเครียดขณะอ่านไปได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ควรใช้มากเกินไปจนบทความเชิงวิชาการกลายเป็นบทความหวือหวา ที่อ่านเอาแต่ความสนุกถ่ายเดียว ? พยายามใช้คำธรรมดาง่ายๆ ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายและยังคงความถูกต้องอยู่ได้ ตัวอย่างเช่น ?....เราจะวัดความต่างศักย์ของสายไฟบ้านได้ 220 โวลต์....? ชาวบ้านคงจะงงกับคำว่า ?ความต่างศักย์? ซึ่งเป็นศัพท์วิชาการ ในกรณีเช่นนี้การใช้คำว่า ?แรงดันไฟฟ้า? คงอ่านเข้าใจได้ดีกว่า ? ใช้ประโยคกระชับ ไม่กำกวม พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ประโยคยาวๆ ที่ดูยืดยาด และประโยคซ้อนประโยคที่อาจทำให้เข้าใจความหมายผิดไป ตัวอย่างเช่น ?....นักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกว่าไม่อยากเรียนหนังสือที่ยุ่งยากซับซ้อนจนทำให้เขาต้องตกชั้น....? ประโยคนี้ผู้อ่านอาจตีความหมายได้ 2 อย่างคือ นักเรียนส่วนใหญ่ตกชั้นเพราะรู้สึกไม่อยากเรียนหนังสือที่ยุ่งยากซับซ้อน หรือ นักเรียนรู้สึกว่าไม่อยากเรียนหนังสือที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งอาจทำให้เขาตกชั้น ดังนั้น เมื่อพบว่ามีประโยคกำกวมเช่นนี้ ก็จะต้องทำให้ชัดเจนขึ้น ? ให้เป็นเหตุเป็นผลตามลำดับที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น ?....เนื่องจากสบู่นี้สีฟ้า การขายจึงไม่ดีนัก....? ผู้อ่านคงสงสัยแน่ๆว่าสีฟ้าไปมีผลอย่างไร จึงทำให้การขายไม่ดี อย่างนี้ควรหาทางขยายความอีกนิด ? เนื้อหาใช้ได้กับปัจจุบันหรือไม่ ? ลองพิจารณาดูว่ามีข้อมูลใดที่อาจจะไม่เป็นจริงแล้วหรือไม่ อย่างเช่น ถ้าท่านเขียนบทความเกี่ยวกับดาวเสาร์ คงต้องติดตามกันหน่อยว่ามีข้อมูลส่วนไหนที่ล้าสมัยไปบ้างหรือไม่ หรืออย่างเช่น ท่านเขียนว่าเยอรมันก้าวหน้าที่สุดในด้านเทคโนโลยี ท่านมั่นใจว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า เยอรมันอาจจะก้าวหน้าเพียงบางสาขาเท่านั้น
ที่มา คุณ ทนง โชติสรยุทธ์ |