Main Menu
Search
Featured Products
Featured Links
ก่อนที่จะให้อะไรกับคนทั้งโลก คุณให้อะไรกับคนใกล้ตัวหรือยัง? ว. วชิรเมธี |
| คำแนะนำในการเขียนบทความที่ดี |
|
การเขียนบทความ คือ อีกกลไกหนึ่งที่จะทำให้ท่านได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ ให้แก่คนในชาติได้ในวงกว้าง ลองทำตามคำแนะนำ แล้วท่านจะพบว่ามันไม่ยากอย่างที่เคยคิด และท่านก็จะกลายเป็นอีกทรัพยากรหนึ่ง ที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับสังคมไทย
การเขียนบทความนั้นเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะการเขียนบทความก็คือ การใช้ตัวอักษรเป็นสื่อระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน เพื่อถ่ายทอดข้อความหรือสาระบางอย่างที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านได้รู้ได้เข้าใจ เพียงแต่ว่าความพยายามของผู้เขียนจะประสบผลสำเร็จอย่างที่ต้องการได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง ถ้าประสบความสำเร็จ เราก็มักจะถือว่าเป็นบทความที่ดี การเขียนบทความที่ดี ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นต้องใช้ภาษาที่เลอเลิศ หรือใช้วลีที่หยดย้อยเหมือนอย่างในบทกวีหรือในนวนิยาย สิ่งที่เราต้องการมีเพียงว่า เป็นบทความที่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนเพียงพอที่ผู้อ่านจะได้รับสาระอย่างที่ผู้เขียนต้องการ ดังนั้น แม้ว่าการเขียนบทความให้ดีจริง ๆ นั้น จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญอย่างที่หลายท่านเคยคิดเอาไว้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นักเขียนกว่า 80 % ที่เขียนบทความลงในวารสารไม่เคยเขียนบทความมาก่อนเลย และก็ไม่เคยมั่นใจมาก่อนว่าตนเองจะเขียนได้ดี แต่แรงดลใจที่อยากจะช่วยกันเผยแพร่ความรู้ อยากจะให้คนอื่นได้รู้ในสิ่งที่ตนรู้และคิดว่าเป็นประโยชน์ ตลอดจนการได้ทดลองเขียนและปรับปรุงข้อบกพร่องอยู่เสมอ ความเป็นนักเขียนที่ดีจึงถูก ?สร้าง? ขึ้นมาได้เป็นผลสำเร็จ ผมมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่จะเขียนบทความได้ดีกันทั้งนั้น ถ้ามีคุณสมบัติขั้นต้นเพียง 3 ประการ
ท่านทั้งหลายที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะมีคุณสมบัติ 2 ประการแรกโดยสมบูรณ์อยู่แล้วในตัว เพียงแต่ว่าบางท่านอาจจะยังไม่เคยเขียนบทความเชิงวิชาการเผยแพร่สู่นักอ่านทั่วไป และยังไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นการเขียนบทความอย่างไรดี
ทำไมจึงควรเขียนบทความ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า แต่ละบุคคลต่างก็มีความสามารถที่จะเขียนบทความกันได้แทบทั้งนั้น แต่การที่ตั้งใจและลงมือเขียนขึ้นมาจนจบได้นั้น ก็มักจะต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นแรงกระตุ้น ในปัจจุบันมีแรงกระตุ้นหลายๆอย่างที่ช่วยให้ความรู้เชิงวิชาการกระจายออกไปในลักษณะบทความ แรงกระตุ้นที่ดูจะมีน้ำหนักมากกว่าอย่างอื่นได้แก่
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเขียนด้วยแรงกระตุ้นใด หรือหลายแรงกระตุ้นก็ตาม และไม่ว่าการเขียนจะอยู่ในรูปการแปล การเรียบเรียง หรือการเขียนเองก็ตาม ขอเพียงแต่มีความจริงใจที่จะทำให้บทความนั้นมีสาระประโยชน์ต่อผู้อ่านแล้ว ก็ขอให้ตระหนักและภูมิใจได้ว่าท่านได้มีส่วนช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรในชาติได้อย่างมากมาย ลองนึกภาพดูซิครับว่า ถ้าบทความของท่านได้รับการเผยแพร่ออกไป ก็เท่ากับท่านได้ให้ความรู้ความคิดแก่คนพร้อมกันทีเดียวหลายพันคนขึ้นไป อย่างเช่น ถ้าลงในวารสารที่มีผู้นิยมอ่านกว่า 40,000 คน ก็เท่ากับถึงผู้อ่านมากกว่า 40,000 คน ! มีวิธีการอื่นใดบ้างไหม ที่ท่านจะมีโอกาสกระจายความรู้ออกไปถึงกลุ่มคนเจาะจงได้มากขนาดนี้ การเขียนบทความ จึงนับได้ว่าเป็นวิธีการเผยแพร่ความรู้ที่ได้ผลมากที่สุดวิธีหนึ่ง ดังนั้น อย่าได้รีรอเลยครับ มาเขียนบทความ และช่วยเพิ่มคุณภาพให้แก่คนในชาติเสียแต่บัดนี้กันเถิด
จะเขียนให้ใครดี ท่านจะประสบความสำเร็จในการเขียนบทความได้ง่ายขึ้น ถ้าได้ทราบแเละเข้าใจว่าผู้อ่านของท่านคือใคร เขาสนใจอะไร และท่านจะเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านเหล่านั้นได้อย่างไร ดังนั้น ก่อนจะลงมือเขียนบทความขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง จึงควรกำหนดจุดเริ่มต้นเหล่านี้เสียก่อน
บทความควรยาวเพียงใด กล่าวโดยทั่วไปแล้ว บทความที่สั้นมักจะได้รับความสนใจมากกว่าบทความยาวๆ ดังนั้น บทความหนึ่งๆ ควรยาวพอที่จะถ่ายทอดข้อมูลต่างๆ ออกไป แต่ก็ไม่ควรยาวนัก บทความส่วนใหญ่ที่ได้รับการนำลงในวารสารมักจะอยู่ในช่วงราว 3-5 หน้าวารสาร แต่ถ้าบทความนั้นยาวและมีเนื้อหาที่น่าสนใจ กองบรรณาธิการของวารสารฉบับนั้นอาจจะแบ่งนำลงเป็นตอนๆไป หรือนำลงให้หมดเลยก็ได้ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อส่งบทความไปให้นำลง เอาละ ตอนนี้ท่านก็ได้พยายามแก้ไขบทความจนสมบูรณ์ที่สุดในความคิดของท่านแล้ว จะเก็บเอาไว้เฉยๆ ก็กระไรอยู่ จัดแจงส่งไปถึงบรรณาธิการวารสารที่ต้องการได้เลย จะใช้วิธีไปส่งด้วยตนเอง หรือจะส่งทางไปรษณีย์ก็ได้ ถ้าเป็นไปรษณีย์ละก็ควรลงทะเบียนด้วย จะได้แน่ใจว่าถึงมือบรรณาธิการแน่ๆ ไม่สูญหายกลางทางเสียก่อน แต่ถ้าสงสัยว่าส่งไปแล้วเขาจะสนใจหรือไม่ ขอแนะนำให้ตัดความสงสัยนี้โดยการโทรศัพท์ไปคุยกับตัวบรรณาธิการเลยว่า ผมมีบทความชื่อนั้นชื่อนี้ เกี่ยวกับอะไร ยาวประมาณเท่านั้นเท่านี้หน้า คุณบรรณาธิการสนใจไหมครับ ถ้าเขาบอกว่าสนใจและเชิญชวนให้ส่งมา ก็คงไม่มีปัญหาอะไรส่งไปได้เลย แล้วอย่าลืมเขียนชื่อที่อยู่ ที่ทำงาน และวิธีติดต่อที่คิดว่าจะติดต่อกันได้สะดวกแนบไปด้วย เมื่อบรรณาธิการของวารสารฉบับนั้นได้รับบทความแล้ว เขาอาจจะพิจารณาเองหรือมอบหมายให้คนในกองบรรณาธิการซึ่งสันทัดในเรื่องประเภทนั้นช่วยพิจารณาให้ หลังจากพิจารณาแล้ว ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ 10 นาที จนถึงเป็นเดือนแล้วแต่ระบบงานของวารสารฉบับนั้น เขาจะส่งจดหมายหรือโทรศัพท์ (ถ้าท่านมี) แจ้งผลการพิจารณาให้ทราบ ซึ่งท่านอาจจะได้รับคำตอบใดคำตอบหนึ่งดังนี้
บทความที่ไม่ผ่านการพิจารณาเลยจะถูกส่งกลับคืนไปให้ เหตุผลที่ไม่ผ่านนั้นอาจจะเป็นว่าเนื้อหาไม่เหมาะสมกับผู้อ่านวารสารฉบับนั้น อาจจะเป็นเนื้อหาที่เคยนำลงแล้ว อาจจะเป็นเนื้อหาที่ล้าสมัย และไม่นิยมที่จะมาพิจารณาตามเนื้อหาในบทความนั้นแล้ว อาจจะเป็นบทความที่เหมาะจะเป็นตำราเรียนมากกว่าเพราะยาวเหยียด หรือมีแต่พิสูจน์สูตรกันท่าเดียว หรืออาจจะเป็นบทความที่ไม่มีใครในกองบรรณาธิการวารสารฉบับนั้นอ่านเข้าใจเลย บางบทความอาจจะดีมาก แต่ยังคงมีบางส่วนที่ยังไม่เหมาะสม เช่น อาจจะมีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้เขียนอาจจะมองข้ามไป เพราะอยู่หรือคุ้นเคยกับปัญหานั้นมากไป แต่กองบรรณาธิการคาดว่าผู้อ่านคงอยากจะทราบ หรืออาจจะมีบางข้อความไม่ชัดเจนพอ ในกรณีนี้ เขาอาจจะขอให้ท่านช่วยแก้ไขบางข้อความ หรือให้เพิ่มเติมบางส่วน เพื่อให้แน่ใจว่าบทความของท่านจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านของเขามากขึ้น ถ้าบทความของท่านผ่านการพิจารณา เขาก็จะแจ้งให้ทราบด้วยเช่นกัน และอาจกำหนดให้ท่านด้วยว่าจะนำลงให้ได้ในฉบับไหน หรือเดือนไหน อย่างไรก็ตาม แม้บทความของท่านจะสมบูรณ์พอสมควร กองบรรณาธิการอาจขอสิทธิในการตั้งหรือดัดแปลงชื่อบทความให้น่าอ่านขึ้น หรืออาจจะเพิ่มเติมข้อความสั้นๆโปรยใต้ชื่อบทความ หรือแก้ไขสำนวนบางท่อนให้ถูกต้องตามหลักภาษา หรือเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น บางทีถ้าบทความยาวมาก เขาก็อาจจะแบ่งออกเป็นตอนๆตามความเหมาะสม หลังจากที่บทความนั้นได้รับการตีพิมพ์แล้ว กองบรรณาธิการมักจะไม่ส่งต้นฉบับกลับคืนมาให้ เพราะความไม่สะดวกหลายประการ แต่จะส่งวารสารฉบับที่นำลงแล้วนั้นมาให้แทน พร้อมกับส่งค่าสมนาคุณมาให้ด้วยทางธนาณัติ ซึ่งมูลค่าจะมากหรือน้อยแล้วแต่กิจการของวารสารนั้นๆ มาถึงย่อหน้าเกือบท้ายนี้ ท่านคงได้อะไรๆเป็นแนวทางขั้นต้นไปแล้วว่าจะเริ่มต้นเขียนบทความที่ดีได้อย่างไร และเขียนแล้วจะให้ได้รับการเผยแพร่อย่างไร ดังนั้น หากมีเวลาว่างเมื่อใด ก็อย่าลืมลองจับขยับปากกาขีดเขียนบทความในแนวที่ท่านถนัดดูบ้าง อย่าเก็บคมเอาไว้แต่ในฝักเลยครับ ! ที่มา คุณ ทนง โชติสรยุทธ์ |






