อย่าตัดสินผลงานแต่ละวันจากพืชผลที่เก็บเกี่ยวได้แต่จงตัดสินจากเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงไป
การประเมินผลงานตำแหน่งผู้นำ
User Rating: / 15
PoorBest 

เมื่อผมลองถามผู้เข้าร่วมสัมมนาในหลักสูตรการประเมินผลงานว่า หากเราจะประเมินผลงานนายกรัฐมนตรี (คนไหนก็ได้) เราควรประเมินที่ปัจจัยอะไรบ้าง คำตอบที่ได้รับคือ ภาวะผู้นำ การควบคุมอารมณ์ ความซื่อสัตย์ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มีวิสัยทัศน์ และอีกหลายๆ ประเด็น

?


หากคนที่มีศรัทธาในความดีมีศีลธรรม? ก็จะบอกว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต มีจริยธรรม ไม่โกงบ้านกินเมือง สรุปง่ายๆ คือต้องเป็นคนดี... หากผู้ตอบเป็นผู้สนใจในปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง ก็จะบอกว่าต้องเป็นคนมีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล มีประสิทธิภาพ สรุปง่ายๆ ก็คือเป็นคนเก่ง...


การประเมินผลงานตำแหน่งผู้นำ

คนเป็นนายกรัฐมนตรีหรือซีอีโอหรือผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ต่างก็เป็นลูกจ้างที่ถูกจ้างมาทำงานให้กับองค์กร คำถามแรกที่ควรตอบคือเราจ้างคนเหล่านั้นมาทำอะไร คำตอบก็คือจ้างมาสร้างผลผลิตที่เรียกว่าผลงาน (performance)


ผลงานของผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์คือ ทำให้องค์กรมีทั้งจำนวนพนักงานและคุณภาพพนักงานที่องค์กรต้องการในเวลาที่กำหนดมีต้นทุนเหมาะสม


ส่วนผลงานซีอีโอต้องทำให้บริษัทมีรายได้อยู่รอด แข่งขันได้ ไม่มีการรั่วไหล


ผลงานของนายกรัฐมนตรีต้องทำตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา นำพาประเทศให้อยู่รอดแข่งขันได้ ไม่มีการคอร์รัปชั่น นี่คือผลงาน


นี่คือเหตุผลที่เราจ้างคนเหล่านี้มาทำงาน จ้างเขามาทำงานก็เพื่อต้องการผลงาน! แต่สิ่งที่เราถกเถียงกันในสังคมทุกวันนี้ อย่างเอาเป็นเอาตาย คือเรื่องของพฤติกรรม ความประพฤติ หรือวิธีทำงาน


ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนดีหรือคนเก่งก็คือเรื่องของพฤติกรรมการทำงาน เขาทำงานอย่างซื่อสัตย์ หรืออย่างฉลาดเฉลียว แต่คำตอบสุดท้ายคือองค์ได้หรือเสียอะไรไปบ้างจากพฤติกรรมทั้งสอง นำไปสู่ระดับผลงานมากน้อยแค่ไหน ต้นทุนแพงขนาดไหน


หากคนที่เราจ้างเป็นคนดี ไม่โกง? เขาก็จะมีผลงานมากน้อยเพียงใด เรายังตอบไม่ได้ เพราะเรายังไม่ได้พิจารณาว่ามีความสามารถมากน้อยเพียงใด แต่ข้อดีของคนประเภทนี้คือองค์กรได้รับผลงานจากเขาเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ความสามารถเขาจะมี ไม่มีการรั่วไหล


แต่หากคนที่เราจ้างมามีความสามารถสูง แต่มีการกินเล็กกินน้อยหรือกินใหญ่ก็เถอะ? แต่ผลงานนั้นสูงปรี๊ด คนกลุ่มนี้ก็คือคนที่ตักน้ำใส่ตุ่มได้มาก แต่ก็มีการรั่วไหล ขาดตกบกพร่องไป


เราทุกคนย่อมต้องการคนที่ทั้งดีทั้งเก่ง ประเสริฐเลิศเลอเพอร์เฟคท์ ? แต่คำถามคือคนอย่างว่านี้มีไหม (หาให้ผมสักคนสองคน จะเป็นพระคุณเป็นอย่างสูง)


คุณก็รู้-ผมก็รู้ ว่ามันไม่มี เมื่อเราต้องอยู่ในโลกแห่งความจริง เราจึงมีโจทย์ที่ต้องคิด อยู่ 3 ปัจจัยหลักที่จะใช้ในการประเมินผลงานทั้งของนายกรัฐมนตรี แกนนำพันธมิตร ปลัดกระทรวง ซีอีโอ ผู้บริหารบริษัท เอ็นจีโอ ฯลฯ


หลัก 3E?s ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ...

  • Effectiveness ผลงานมากแค่ไหนทำอะไรสำเร็จบ้าง? บรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงใด
  • Ethics เป็นคนดีมีจริยธรรม ซื่อสัตย์มากแค่ไหน และ
  • Efficiency เป็นคนเก่งมีประสิทธิภาพแค่ไหน


ปัจจัยทั้งสามประการนั้นเราท่านมีหน้าที่มาถ่วงน้ำหนักว่าแต่ละปัจจัย เราควรจะถ่วงน้ำหนักให้ความสำคัญสักเท่าใด หากคะแนนเต็มร้อย ประสิทธิผลตัวผลงานแท้ๆ เราจะให้เท่าไหร่? การเป็นคนดีมีจริยธรรมควรจะให้น้ำหนักเท่าไหร่? และการเป็นคนเก่งควรจะให้น้ำหนักเท่าไหร่?


เคยมีคนตอบว่า ethics ต้อง 70%, efficiency 10% และ effectiveness 20%


คำตอบนี้แปลว่าหากเขาเป็นคนดีแล้วทำงานได้ผลเพียงใดก็ตาม เราจะให้ความสำคัญเพียง 20% และถึงแม้เขาจะบริหารงานไม่เป็น มีผลงานน้อย เราก็จะให้ความสำคัญเพียง 10% สรุปคือหากเขาเป็นคนดีแล้ว อย่างอื่นก็ไม่สำคัญทั้งหมด? วิธีคิดแบบนี้คืออยากได้คนดีโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำงานให้สำเร็จก็ได้! ลองคิดดูว่าหากคนแบบนี้กำลังบริหารประเทศหรือองค์กรที่เราทำงานอยู่จะเป็นอย่างไร?


หรือหากตอบว่า efficiency มาก่อน ให้น้ำหนัก 70% และให้ ethics เพียง 20% และประสิทธิผล 10% คำตอบแบบนี้แปลว่าคนเลือกชอบคนเก่ง และหากมีจริยธรรมบกพร่องก็จะถูกลงโทษที่ 20% ลืมไปว่าการมีจริยธรรมต่ำนั้นทำให้องค์กรสูญเสียได้มาก การรั่วไหลคดโกงคอร์รัปชั่นเป็นไปได้มาก สุดท้ายแล้ว effectiveness ก็จะตกต่ำตามไปด้วย


จะเห็นว่าทางเลือกสุดโต่งทั้งคู่นั้น สร้างปัญหาให้กับ effectiveness ซึ่งเป็นคำตอบสุดท้ายที่องค์กรต้องการ


หากคำตอบเป็น effectiveness ให้น้ำหนัก 50% และ efficiency 25% ethics 25%


คำตอบนี้มุ่งหมายให้ผู้บริหารทำงานให้สำเร็จ อย่างมีประสิทธิภาพ และมีจริยธรรม โดยให้น้ำหนักการทำงานให้สำเร็จ 50% แปลว่าภารกิจหลักของเขา เราให้ความสำคัญครึ่งหนึ่งของทั้งหมด แปลว่าหากเขาทำไม่ได้ก็สอบตกแล้ว และหากเขามีจริยธรรมเต็มที่ก็ให้ไปอีก 25% หากฉลาดน้อยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพปานกลางก็พอสอบผ่านไปได้


ข้อที่น่าสังเกตคือคนไม่เก่งจะทำงานได้ผลสำเร็จครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นไปได้หรือเปล่า?

ระดับ efficiency และ ethics มีกระทบกับ effectiveness ด้วยกันทั้งคู่


หาก efficiency ต่ำ แปลว่าต้นทุนจะสูง ทำช้า ทำไม่ทันกิน แข่งขันไม่ได้ ระดับความอยู่รอดขององค์กรประเทศชาติมีความเสี่ยงสูง


หากระดับ ethics ต่ำ ต้นทุนก็จะสูงเช่นเดียวกัน เพราะมีการรั่วไหลมาก การโกงกินมีมาก ระดับ effectiveness ก็จะตกต่ำไปด้วย องค์กรมีความเสี่ยงสูงด้วยเช่นกัน


บทสรุปที่ผมอยากจะบอกก็คือ ประเด็นปัจจัยที่ใช้ในการประเมินผลงาน ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ซีอีโอ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล หรือฝ่ายไหนๆก็ตาม ปัจจัยสำคัญหลักๆ ต้องมี 3 Es ไม่ใช่คิดอยู่แต่ E-ethics หรือ E-efficiency เท่านั้น


การมองวิธีนี้คือการมองที่เห็นภาพรวม ไม่ตกอยู่ในความชอบหรือไม่ชอบ รักหรือเกลียด...อย่างที่คนไทยหลายคนกำลังมองกันอยู่...

?

ที่มา ดร.ฌาน ตรรกวิจารณ์

 

Advertisement